อาร์ต วรกานต์ : ปรับเลนส์กล้องไปกับเด็กแว่นกับอีกมุมที่หลายคนอาจจะไม่รู้

HELLO TOMORROW วันนี้พบกับ "อาร์ต วรกานต์" หรือฉายาเด็กแว่น เจ้าของภาพถ่ายที่มีรางวัลการันตีมากมายจากหลากหลายเวที วันนี้เราจะมาล่วงลึกเบื้องหลังของความสำเร็จของเขากันว่าที่จริงแล้ว "อาร์ต วรกานต์" มีอะไรที่ทำให้ชีวิตของเขาประสบความสำเร็จมากมายขนาดนี้ในขณะที่เขาเองพึ่งอยู่แค่ ปี2

 

ที่มาของฉายาเด็กแว่น

ฉายานี้ได้มาจากเพื่อนในสมัยมัธยมเรียกครับ ผมใส่แว่นมาตั้งแต่เด็ก เพื่อนก็เรียกกันติดปากมาว่า “ไอ้แว่นๆ” ตอนแรกผมก็อายนะ แต่หลังๆมาผมเริ่มชินละจนคิดว่าชื่อนี้กลายเป็นชื่อที่สองของผมไปซะแล้ว ถ้ามองอีกมุมหนึ่งที่ดีชื่อนี้ก็ทำให้ผมได้กลายเป็นที่รู้จักได้ง่ายขึ้น ถือว่าเป็นความคุ้มค่าละกันครับ

อะไรที่ทำให้อยากเป็นช่างภาพ

ผมเริ่มถ่ายรูปตั้งแต่อายุ 17 เมื่อก่อนผมไม่ได้ถ่ายคนเป็นหลักแต่เน้นเป็นการถ่าย สัตว์ ธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตทั่วๆไป ลองผิดลองถูกอยู่นานพอสมควรเลยละกว่าจะหาแนวทางของตัวเองเจอ ซึ่งมันไม่ง่ายเลยที่จะเจอแนวทางของตัวเอง แต่จุดเปลี่ยนแปลงที่ทำให้มาถ่ายคนอย่างจริงจัง คือ จะต้องถ่ายรูปไปประกวดครับ นั่นเหมือนเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เห็นอีกมิติหนึ่งของการถ่ายภาพ

เคยทำแล้วแป้กไหม

ก็มีบ้างครับ ส่วนมากจะเป็นช่วงแรกๆที่ผมเริ่มรับงาน ตอนนั้นจำได้เลยว่าลูกค้าให้ช่วยจัดท่าทางให้หน่อย แต่ตอนนั้นผมก็คิดว่าเรามีหน้าที่ถ่ายอย่างเดียวเลยไม่ได้คิดถึงจุดนั้นเลย ช่วงหลังๆมาจึงทำให้ผมต้องทำการบ้านเยอะขึ้นมาก เพราะเวลาไปถ่ายงานจริง เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเราจะเจอปัญหาอะไรบ้างในระหว่างการทำงานฉะนั้นการเตรียมตัวที่ดี ผมถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญมากที่สุดอีกหนึ่งปัจจัยครับ

ปัญหาหนักที่สุดในระหว่างการทำงานคืออะไร

มีครั้งหนึ่งครับ ผมทำแฟลชกล้องหล่นแล้วมันแตก ตอนนั้นตกใจมากแต่โชคที่มีพี่ช่างภาพคนหนึ่งเขาให้ยืมแฟลช นั่นจึงเป็นสิ่งที่จะต้องตั้งสติให้มากระหว่างการทำงาน เพราะหากพลาดไปมันอาจหมายถึงความเสียหายทันที

คิดว่าอาชีพช่างภาพคนยอมรับเพราะอะไร

ผมว่ายอมรับจาก “ผลงาน” ครับ ผลงานที่สวย มีเรื่องราวของภาพที่ชัดเจน บอกได้ถึงอารมณ์จริงๆของภาพนั้น เพราะอย่าลืมว่าภาพมันไม่มีชีวิต แต่เราต้องทำยังไงให้ภาพนั้นมันมีชีวิตและเล่าเรื่องได้เพียงแค่ดูภาพนั้นนี่คือเรื่องที่ยากและต้องตีโจทย์ให้เป็น

แล้วอะไรที่ทำให้ได้รับรางวัลมากมาย

ผมก็ส่งภาพประกวดไปทั่วๆไปครับ ตอนแรกจุดประสงค์ของการประกวดผมต้องการแค่ฝึกประสบการณ์แต่ก็ประสบความสำเร็จดีครับ รางวัลติดไม้ติดมือก็พอมีอยู่บ้าง แต่ผมก็ยังบอกกับตัวเองเสมอว่า “อย่าหยุดพัฒนาตัวเองเด็ดขาด”

ได้ข่าวว่าจบม.ปลายสายภาษา

ใช่ครับ ผมจบศิลป์-ญี่ปุ่นมาครับ ช่วงแรกๆที่เข้าไปเรียนก็สนุกอยู่ แต่ช่วง ม.5 ระดับความยากของวิชามันเหมือนยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนผมได้มาค้นพบตัวเองอีกครั้งตอน ม.5 ว่า ไม่ได้ชอบภาษา นี่จึงทำให้ผมต้องกลับมาค้นหาตัวตนเองครั้งหนึ่งครับ

คิดว่าการเรียนมีผลไหม

มีผลนะครับ ผมก็เรียนไม่เก่ง แต่ผมชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆตลอดเวลา การเรียนมันไม่ได้จำกัดว่าจะต้องอยู่ในห้องเรียนเท่านั้นนะ แต่มันคือทุกๆที่ ที่มันมีผู้คน ฉะนั้นการเรียนที่ยากที่สุดคือการเรียนรู้เกี่ยวกับผู้คน เพราะด้วยอาชีพที่ผมทำอยู่มันเกี่ยวกับคน ฉะนั้นจึงถือว่าผมจะต้องเรียนรู้กับสิ่งนี้มากกว่าคนอื่นหลายเท่า

สเป็คสาวๆเป็นยังไง

สวย น่ารัก ผมยาว นิสัยดี พูดเก่ง เข้าใจผม นี่คงเป็นความชอบส่วนตัวของผมนะครับ

คิดว่าเรื่องอะไรคือเรื่องไร้สาระที่สุดในชีวิต

ช่วง ม.ปลายผมติดเกมส์มากครับ ติดขนาดวันๆไม่ทำอะไรเลย กินข้าว เล่นเกมส์ นอน นี่คือช่วงชีวิตหนึ่งที่ผมรู้สึกแย่มากๆ แต่โชคดีครับหลังจบ ม.ปลายไป ผมค่อยๆลดจนตอนนี้สามารถเลิกได้อย่างเต็มตัวแล้วครับ รู้สึกว่าการเล่มเกมส์มันดีนะ ได้ฝึกการใช้สมองด้วย แต่ต้องเล่นให้พอดี อย่าเล่นแล้วให้ตัวเราไปเป็นทาสของมัน เพราะมันจะไม่คุ้มเลยถ้าเราเล่นแล้ว แต่เรากลับเสียโอกาสอะไรมากมายในชีวิตจริง


นัฐวุฒิ พริบไหว

บก.ข่าวสารการศึกษา นักคิดนักเขียน นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจแต่มีใจที่อยากทำธุรกิจเพื่อการศึกษาอนาคตมีความฝันอยากไปเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนและเดินทางไปทั่วโลกเท่าที่เวลาจะมี